วันศุกร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2553

HP Wireless TV Transmitter และ Receiver ถูกส่งให้ FCC ตรวจสอบแล้ว


ตอนนี้มีอุปกรณ์อีกสองตัวของ HP ถูกส่งไปให้ทาง FCC กำลังตรวจสอบ คือ HM517 Receiver และ HM516 Transmitter ทำงานในช่วง 4.9 THz ถึง 5.9 GHz สามารถสตรีมวิดีโอได้ 1080p 60 Hz แต่ก็รองรับ 1600 x 1200 และรองรับ 8 PCM Audio Channel, S/PDIF DTS, Dolby TrueHD, Dolby Digital Plus และ AC-3 (5.1 Channel) ทั้งหมดเป็น HDCP 1.0 Compliant ถ้าดูจากข้อมูลในรายงานทั้งสองตัวนี้แยกจากกันได้ไม่เกิน 5 – 10 เมตร แน่ๆ
ที่มา : http://www.lcdspec.com/web/?cat=3

LED TV เหนือกว่า LCD TV ทั่วไปอย่างไร

คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่าเทคโนโลยีอะไรที่อยู่ เบื้องหลังความหรูหรา เพรียวบาง งดงามของดีไซน์ และความสามารถในการแสดงภาพของ LED TV ที่ทำได้สวยงามน่าตื่นตาตื่นใจกว่าภาพที่ได้จากจอ LCD TV ทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด?
ti_sony_led_tv_20090526
ในช่วงปี 2008 – 2009 ที่ผ่านมาเทคโนโลยี LED TV ถือว่าเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่เข้ามาพลิกโฉมหน้าของวงการ HDTV เลยทีเดียว เทคโนโลยีดังกล่าวนอกจากทำให้การออกแบบจอ LCD ให้มีความบางมากๆ ไม่ใช่ความฝันอีกต่อไปแล้วมันยังช่วยปรับปรุงและลบข้อด้อยของเทคโนโลยี LCD ในหลายๆ แง่ได้อีกด้วย และด้วยเทคโนโลยีการผลิต LED ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผลิตภัณฑ์ LED TV รุ่นหลังๆ มีประสิทธิภาพสูง ทนทาน และน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้เราได้ใช้สินค้าที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ในราคาถูกลงเรื่อยๆ ในปี 2010 นี้จึงเป็นเวลาที่เหมาะสมในการลงทุนกับ LED TV ดีๆ สักเครื่อง มาติดตามกันเลยครับว่า LED TV นั้นมีข้อดีอย่างไรบ้าง
RGB_Dynamic_LED_More3
ในด้านเทคนิค LED TV ยังถือว่าเป็น LCD TV ประเภทหนึ่ง โดยทั้งคู่ต่างก็ใช้ Liquid Crystal Display (LCD) ในการแสดงภาพที่ได้รับจากแหล่งกำเนิดสัญญาณเหมือนๆ กัน แต่สิ่งที่อยู่เบื้องหลังความแตกต่างของ LED TV นั่นคือเทคโนโลยี backlighting นั่นเอง
79194
หลอด backlight ที่นิยมใช้กับ LCD TV ในปัจจุบันมี 2 ประเภท ได้แก่ backlight แบบ CCFL (Cold Cathode Fluorescent Lamp) ซึ่งเป็น backlight ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย และพบได้ทั่วไปใน LCD TV หรือ LCD Monitor ส่วน backlight อีกประเภทที่น่าจะเข้ามาแทน backlight แบบ CCFL ในไม่ช้า คือ backlight แบบ LED (Light-Emitting Diode)
kdl52ex700_sl_ga_b-1200
การนำหลอด LED มาใช้เป็น backlight แทนการใช้หลอด CCFL นั้นจะช่วยเพิ่ม contrast ratio ให้กับจอ LCD ทำให้ภาพดูมีมิติขึ้น แสดงสีดำและไล่เฉดสีเทาได้หลากหลายมากขึ้น และเนื่องจากหลอด LED มีประสิทธิภาพในการเปล่งแสงได้แรงกว่าหลอดและมีขนาดเล็กกว่า ทำให้ผู้ผลิตสามารถออกแบบ TV ที่มีขนาดบางลง และใช้พลังงานน้อยลงอีกด้วย
Edge-LED_More1
เช่นเดียวกับเทคโนโลยีของ CCFL Backlight ที่มีหลายประเภท เทคโนโลยีของ LED Backlight นั้นก็มีหลายประเภทเช่นเดียวกันโดย LCD TV ที่ใช้ LED Backlight ที่มีขายในปัจจุบันมี 2 ประเภทด้วยกัน คือ
  1. LED-backlit LCD TV หมายถึงจอ LCD TV ที่ติดตั้งหลอด LED ไว้ด้านหลัง โดยหลอด LED ดังกล่าวจะเป็นแบบสีขาวทั้งหมด หรือเป็นแบบสามสี (แดง เขียว และน้ำเงิน: RGB) ก็ได้ การติดตั้งหลอด LED ไว้ด้านหลัง จะทำให้แผงควบคุมสามารถสั่งเปิดหรือปิดหลอด LED ดังกล่าวเป็นกลุ่มๆ ตามภาพที่แสดงอยู่บนจอในขณะนั้นได้ (เราเรียกเทคนิคนี้ว่า local dimming หรือ selective dimming)ซึ่งส่งผลให้บริเวณของภาพที่เป็นสีดำนั้นกลายเป็นสีดำสนิทอย่างแท้ จริง และในกรณีที่ใช้หลอด LED แบบ RGB ก็จะช่วยทลายข้อจำกัดในการแสดงสีของจอ LCD ไปได้เลย เนื่องจากหลอด LED ทั้งสามสีนั้นสามารถผสมกันเป็นสีอะไรก็ได้ ส่งผลให้จอ LCD สามารถแสดงสีได้สมจริงยิ่งขึ้น ตัวอย่างของ LCD TV ที่ใช้เทคโนโลยี LED-backlit ได้แก่ Sony Bravia 46X450A, เป็นต้น
  2. LED Edge-lit LCD TV หมายถึงจอ LCD TV ที่ติดตั้งหลอด LED สีขาวไว้ตามขอบทั้งสี่ด้านของจอ จึงทำให้ผู้ผลิตสามารถออกแบบจอให้มีความบางมากๆ ได้ และถึงแม้ LCD TV ประเภทนี้ถึงแม้จะไม่สามารถสั่งปิด backlight เป็นกลุ่มๆ ได้เหมือนแบบแรก แต่ด้วยอานิสงส์ของหลอด LED จึงทำให้ภาพที่แสดงมีมิติมากกว่า มีความสว่าง และ contrast ratio สูงกว่า และไล่ระดับสีดำและเทาได้ดีกว่าจอ LCD TV ที่ใช้ CCFL backlight ทั่วไป ตัวอย่างของ LCD TV ที่ใช้ LED Edge-lit ได้แก่ Sony Bravia EX700, NX700 และ NX800 series เป็นต้น
kdl40ex700640
Sony Bravia EX700
kdl-46nx700640
Sony Bravia NX700
หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการเลือกซื้อ LED TV ของทุกๆ ท่าน และติดตามข่าวสารและบทความดีๆ เกี่ยวกับ HDTV ได้ที่นี่นะครับ LCDSPEC.

เทคโนโลยีมอนิเตอร์ LCD ( Liquid Crystal Display )

เทคโนโลยีมอนิเตอร์ LCD ย่อมาจาก Liquid Crystal Display ซึ่งเป็นจอแสดงผลแบบ (Digital )เทคโนโลยี มอนิเตอร์ LCD ย่อมาจาก Liquid Crystal Display ซึ่งเป็นจอแสดงผลแบบ (Digital ) โดยภาพที่ปรากฏขึ้นเกิดจากแสงที่ถูกปล่อยออกมาจากหลอดไฟด้านหลังของจอภาพ (Black Light) ผ่านชั้นกรองแสง (Polarized filter) แล้ววิ่งไปยัง คริสตัลเหลวที่เรียงตัวด้วยกัน 3 เซลล์คือ แสงสีแดง แสงสีเขียวและแสงสีนํ้าเงิน กลายเป็นพิกเ:ซล (Pixel) ที่สว่างสดใสเกิดขึ้น
เทคโนโลยีที่พัฒนามาใช้กับ LCD นั้นแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ
  1. Passive Matrix หรือที่เรียกว่า Super-Twisted Nematic (STN) เป็นเทคโนโลยีแบบเก่าที่ให้ความคมชัดและความสว่างน้อยกว่า ใช้ในจอโทรศัพท์มือถือทั่วไปหรือจอ Palm ขาวดำเป็นส่วนใหญ่
  2. Active Matrix หรือที่เรียกว่า Thin Film Transistors (TFT) สามารถแสดงภาพได้คมชัดและสว่างกว่าแบบแรก ใช้ในจอมอนิเตอร์หรือโน๊ตบุ๊ก
    เทคโนโลยี TFT LCD Mornitor
TN + Film (Twisted Nematic + Film)Twisted Nematic (TN) คือสารประเภทนี้จะมีการจัดโครงสร้างโมเลกุลเป็นเกลียว แต่ถ้าเราผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปมันก็จะคลายตัวออกเป็นเส้นตรง เราใช้ปรากฏการณ์นี้เป็นตัวกำหนดว่าจะให้แสงผ่านได้หรือไม่ได้ Twisted Nematic (TN) ผลึกเหลวชนิดนี้จะให้เราสามารถเปลี่ยนทิศทางการสั่นของคลื่นแสงได้ 90? ถึง 150? คือเปลี่ยนจากแนวตั้งให้กลายเป็นแนวนอน หรือเปลี่ยนกลับกันจากแนวนอนให้เป็นแนวตั้งก็ได้ ด้วยจุดนี้เองทำให้การค่า Response Time (ค่าตอบสนองสัญญาณเทียบกับเวลา) มีค่าสูง
t1
IPS (In-Plane Switching or Super-TFT)

การจัดโครงสร้างของผลึกจากเดิมที่วางไว้ตามแนวขนานกับแนวตั้ง (เทียบกับระนาบ) เปลี่ยนมาเป็นวางตามแนวขนานกับระนาบ เรียกจอชนิดนี้ว่า IPS (In-Plane Switching or Super-TFT) จากเดิมขั้วไฟฟ้าจะอยู่คนละด้านของผลึกเหลวแต่แบบนี้จะอยู่ด้านเดียวกันแปะ หัวท้ายเพราะย้ายแนวของผลึกให้ตั้งขึ้น (เมื่อมองจากมุมมองของคนดูจอ) เป้าหมายเพื่อออกแบบมาแก้ไขการที่มุมของผลึกเหลวจะเปลี่ยนไปเมื่อมันอยู่ ห่างจากขั้วไฟฟ้าออกไป ปัญหานี้ทำให้จอมีมุมมองที่แคบมาก จอชนิด IPS จึงทำให้สามารถมีมุมมองที่กว้างขึ้น แต่ข้อเสียของจอชนิดนี้ก็คือ ต้องใช้ทรานซิสเตอร์สองตัวต่อหนึ่งจุดทำให้เปลืองมาก นอกจานั้นการที่มีทรานซิสเตอร์เยอะกว่าเดิมทำให้แสงจากด้านหลังผ่านได้น้อย ลง ทำให้ต้องมี Backlite ที่สว่างกว่าเดิม ความสิ้นเปลืองก็มากขึ้นอีกด้วย
t2
MVA (Multi-Domain Vertical Alignment)

บริษัท Fujisu ค้นพบผลึกเหลวชนิดใหม่ที่ให้คุณสมบัติ คือทำงานในแนวระนาบโดยธรรมชาติและต้องการทรานซิสเตอร์เพียงตัวเดียวก็สามารถ ให้ผลลัพธ์เหมือน IPS เลยเรียกว่าว่าชนิด VA (Vertical Align) จอชนิดนี้จะไม่ใช้ผลึกเหลวที่ทำงานเป็นเกลียวอีกต่อไป แต่จะมีผลึกเป็นแท่ง ซึ่งปกติถาไม่มีไฟป้อนเข้าไปหาก็จะขวางจอเอาไว้ทำให้เป็นสีดำ และเมื่อได้รับกระแสไฟฟ้าก็จะตั้งฉากกับจอให้แสงผ่านเป็นสีขาว ทำให้จอชนิดนี้มีความเร็วสูงมาก เพราะไม่ได้คลี่เกลียว แต่ปรับทิศทางของผลึกเท่านั้น จอชนิดนี้จะมีมุมมองได้กว้างราว 160 องศา
ปัจจุบันบริษัท Fujisu ได้ออกจอชนิดใหม่คือ MVA (Multi-Domain Vertical Alignment) ออกมาแก้บั๊กตัวเอง คือจากรูจะเห็นว่าด้วยความที่เป็นผลึกแท่ง และองศาของมันใช้กำหนดความสว่างของจุด ดังนั้นเมื่อมองจากมุมมองอื่น ความสว่างของภาพก็จะเปลี่ยนไปเลย เพราะถูกผสมในอีกรูปแบบหนึ่ง จอ Multidomain ก็จะพยายามกระจายมุมมองให้แต่ละ Pixel นั้นมีผลึกหลายมุมเฉลี่ยกันไป ทำให้ผลกระทบจากการกระมองมุมที่ต่างออกไปหักล้างกันเอง
t3t4t5
เปรียบเทียบความสามารถระหว่างจอ LCD กับจอ CRT
(+) ดีมาก (~) พอรับได้ (-) ระดับต่ำ
Features Flat
Panel Displays (TFTs)
Tube Monitors (CRTs)
Brightness (+) 170 to 250 cd/m2 (~) 80 to 120 cd/m2
Contrast ratio (~) 200:1 to 400:1 (+) 350:1 to 700:1
Viewing angle (contrast) (~) 110 to 170 degrees (+) over 150 degrees
Viewing angle (color) (-) 50 to 125 degrees (~) over 120 degrees
Convergence errors (+) none (~) 0.0079 to 0.0118 inch (0,20 to 0,30 mm)
Focus (+) very good (~) satisfactory to very good
Geometry/linearity errors (+) none (~) possible
Pixel errors (-) up to 8 (+) none
Input signal (+) analog or digital (~) only analog
Scaling for different resolutions (-) none or by low-performance interpolation methods (+) very good
Gamma (color tuning for the human eye) (~) satisfactory (+) photo realistic
Uniformity (~) often brighter at the edges (~) often brighter in the center
Color purity/color quality (~) good (+) high
Flickering (+) none (~) not visible over 85 Hz
Response time (-) 20 to 30 msec (+) not noticeable
Power consumption (+) 25 to 40 watts (-) 60 to 150 watts
Space requirements/weight (+) flat design, light weight (-) require a lot of space, heavy

เทคโนโลยีมอนิเตอร์แบบ LCD มีจุดเด่นหลายประการคือ

ขนาดเล็กกะทัดรัดและนํ้าหนักเบาด้วยการทำงานที่ไม่ต้องอาศัยปืนยิง อิเล็กตรอน จึงช่วยให้ด้านลึกของจอภาพมีขนาดสั้นกว่ามอนิเตอร์แบบ CDT ถึง 3 เท่าและด้วยรูปร่างที่แบนราบทางด้านหน้าและด้านหลัง ในบางรุ่นจึงมีอุปกรณ์เสริมพิเศษสำหรับติดฝาผนังช่วยให้ประหยัดพื้นที่มาก ยิ่งขึ้น พื้นที่การแสดงผลเต็มพื้นที่
จากเทคโนโลยีพื้นฐานในการออกแบบ ทำให้จอมอนิเตอร์แบบ LCD สามารถแสดงผลได้เต็มพื้นที่เมื่อเปรียบเทียบกับแบบ CDT ขนาด 17 นิ้วเท่ากัน พื้นที่แสดงผลที่กว้างที่สุดจะอยู่ที่ 15 นิ้วกว่าๆ เท่านั้น ให้ภาพที่คมชัด มีรายละเอียดสูง และมีสัดส่วนที่ถูกต้อง เนื่องจากมอนิเตอร์มีความแบนราบจริง ช่วยถนอมสายตาและมีอัตราการแผ่รังสีที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพตํ่ามาก ประหยัดพลังงานไฟฟ้าด้วยการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ตํ่ากว่าจอ CDT ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ ความสามารถในการรองรับอินพุต (Input) ได้หลายๆแบบพร้อมกันเนื่องด้วยมอนิเตอร์แบบ LCD สามารถรับสัญญาณจากแหล่งสัญญาณดิจิตอลอื่นๆได้ เช่น โทรทัศน์หรือเครื่องเล่นดีวีดีและบางรุ่นสามารถทำภาพซ้อนจากหลายแหล่งข้อมูล ได้ จึงทำให้จอมอนิเตอร์แบบ LCD เป็นได้ทั้งเครื่องรับโทรทัศน์และจอมอนิเตอร์ในเวลาเดียวกัน โดยไม่จำเป็นต้องซื้อมอนิเตอร์หลายๆตัวมาใช้งาน

ที่มา : http://www.lcdspec.com/web/#

LG 3D LED TV 72 นิ้ว!

ใครกำลังมีแผนอัพเกรดระบบภาพและเสียงในบ้านใหม่ โดยเฉพาะกำลังคิดว่าจะซื้อ 3D TV ล่ะก็ ใจเย็นแล้วอ่านข่าวนี้ก่อนเลยครับ

LG มีแผนจะวางขาย 3D TV ขนาดใหญ่ที่สุด 72LEX9 ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีหน้า ซึ่งจะเป็น TV แบบ 3D LED มีความเร็ว refresh ถึง 400Hz แล้วหน้าจอใหญ่ขนาด 72 นิ้ว! พร้อมระบบควบคุมความมืดของหน้าจอแบบเฉพาะจุด ระบบเชื่อมต่อไร้สาย DLNA, Wireless AV Link ซึ่งถึงเวลานั้น LG อาจจะปล่อยรุ่นใหม่ไซส์ 84 นิ้วออกมาอีก! ก็เป็นได้

 

อัพเดทรูปเพิ่มเติมกับ Logitech Revue กล่องทีวีของ Google

จากที่เคยได้นำเสนอข่าวเกี๋ยวกับกล่อง Google TV จาก Logitech ไปเมื่อไม่นานมานี้นะครับ ตอนนี้ก็มีรูปตัวเป็นๆ ของเจ้ากล่องที่ว่านี่มาให้ได้ชมกันเพิ่มเติมแล้ว




 มาพร้อมกับ Mini Controller






หรือจะเอาเป็นแบบคีย์บอร์ดใหญ่ๆกันไปเลยก็ได้



 






ที่มา : http://www.lcdspec.com/web/#

วันพุธที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2553

เครื่องบันทึก BDXL บาง 35 มิลลิเมตร

ยังแรงต่อเนื่องกับ Sharp ที่ชาว LCDSpec หลายคนจะเห็นว่าเรารายงานเขียนเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใหม่ๆจาก Sharp อย่างต่อเนื่อง ก็เพราะว่าแบรนด์แดนอาทิตย์อุทัยแบรนด์นี้นำเสนอออกมาไม่หยุดไม่หย่อนจริงๆ เราก็คงไม่สามารถยอมพลาดที่จะนำมารายงาน และนำเสนอให้ชาว LCDSpec ได้รับชมกันอีกเหมือนกันเคย
สำหรับคราวนี้ก็เป็นเครื่องบันทึกแผ่น Blu-ray จาก Sharp ครับ แต่มันไม่ได้เป็นเครื่องบันทึกปกติๆ ทั่วๆไป แน่นอน



อันดับแรก มันเป็นเครื่องบันทึกแผ่น Blu-ray ที่มีความหนาเพียงแค่ 35 มิลลิเมตรเท่านั้น บางขนาดนี้ช่วยทำให้รูปลักษณ์ของเครื่องดูไฮโซขึ้นมาทันที เดี๋ยวนี้จะให้สวยงามล้ำสมัย อะไรๆก็ต้องบางไว้ก่อนจริงๆ อย่างที่สอง นอกเหนือจากการที่สามารถบันทึกลงแผ่น BD-R หรือแผ่น Blu-ray เปล่าทั่วๆไปแล้ว มันยังสามารถบันทึกลงแผ่น BDXL ได้ด้วย ซึ่งมันคือชนิดของแผ่น Blu-ray แบบใหม่ ที่มีความจุสูงถึง 100 GB
อ่านมาถึงตรงนี้แล้วดูเหมือนว่ามันจะ เป็นเครื่องบันทึกแผ่น Blu-ray ที่มาแรงทีเดียว แต่ว่าน่าเสียดายว่า Sharp ไม่ได้ใส่ฮาร์ดดิสก์ภายในเครื่องมาให้ด้วย หมายความว่าถ้าไม่มีแผ่น Blu-ray ก็ไม่สามารถบันทึกลงฮาร์ดดิสก์ของเครื่องแทนได้ ทางเลือกที่ดีที่สุดก็คงจะเป็นการใช้แผ่นแบบไรท์ซ้ำได้ น่าจะช่วยเรื่องความสิ้นเปลืองไปได้มาก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันสูญเสียความสะดวกไปเยอะเหมือนกัน มองในด้านดีก็คงน่าจะเป็นราคา ที่ตอนนี้ก็ยังไม่ได้เปิดเผยออกมา แต่คาดาการณ์ได้ว่าไม่น่าจะแรงอะไรมากนักอย่างแน่นอน ด้วยความสามารถอย่างที่ได้บอกไป

ที่มา : http://www.lcdspec.com